ชีวิตคนเรามีแค่สี่พันสัปดาห์ และเวลาในการทำงานของเรามีประมาณ 90,000 ชั่วโมง
เพราะถ้าเราทำงานสัปดาห์ละ 45 ชั่วโมง ปีละ 50 สัปดาห์ ต่อเนื่อง 45 ปี ซึ่งถือเป็น 1 ใน 3 ของชีวิตเราเลยก็ว่าได้!
หลายครั้งคนที่ทำงานมานาน ๆ ถึงจะดูมีหน้าที่การงานที่มั่นคงแล้ว แต่ก็ยังรู้สึกหมดไฟ และไม่มีความสุขอยู่ดี ซึ่งความรู้สึกหมดไฟที่เกิดขึ้น เรามักจะคิดว่ามันเกิดจากงานที่เยอะไป และความรู้สึกว่าตัวเองไม่เก่งพอ (Imposter Syndrome) ซึ่งจริง ๆ สองเรื่องนี้เป็นแค่ส่วนหนึ่ง แต่มันไม่ใช่ทั้งหมด
2 เรื่องนี้คือเหตุผลหลัก ๆ ที่กระตุ้นให้รู้สึกหมดไฟ และไม่มีความสุข ซึ่งบางครั้งเราอาจจะเสียเวลาให้กับความผิดพลาด หรือความรู้สึกแย่ ๆ นี้มากกว่า 10,000 ชั่วโมงก็เป็นได้
เราจะสามารถใช้ 90,000 ชั่วโมงที่มีให้คุ้มค่าที่สุดตลอด Journey การทำงานได้ยังไง?
1. ให้ความสำคัญกับการเดินทาง ไม่ใช่แค่ปลายทางอย่างเดียว
ความสำเร็จต่าง ๆ ในการทำงานที่เราอยากให้เกิดขึ้น ทั้งการผ่านโปรเบชัน ได้เงินเดือนเพิ่ม หรือเลื่อนตำแหน่งดูเหมือนจะเป็นปลายทางของการทำงาน แต่จริง ๆ นี่เป็นแค่ ‘ส่วนหนึ่ง’ ของการเดินทางเท่านั้น
คนที่มีความทะเยอทะยานสูง มักติดกับดักที่เรียกว่า ‘Deferred Happiness Syndrome’ หรือว่าอาการชะลอความสุข ยกตัวอย่างง่าย ๆ เช่น ถ้าเรามองว่าการได้เลื่อนตำแหน่งคือยอดภูเขาลูกหนึ่ง ที่ถ้าไปถึงก็คงจะมีความสุขมาก แต่ปัญหาก็คือ พอเราไปถึงจุดยอดจริง ๆ เราก็กำลังมองหาภูเขาลูกต่อไปเรื่อย ๆ จนไม่มีความสุข หรือได้ทบทวนกับเส้นทางที่เราเดินผ่านมา
กลับกันถ้าเราไม่ได้มองว่ามันเป็นภูเขาลูกใหญ่เป็นลูก ๆ ที่ต้องก้าวไปให้ถึง แต่ลองมองมันเป็นถนนเส้นทางนึงที่เราต้องเดินผ่านไป และยังมีเส้นทางอื่นที่ต้องเดินต่อไปเรื่อย ๆ ก็จะช่วยให้ความสุขของเรา ไม่ถูกผูกกับเป้าหมาย แต่ผูกกับเส้นทางการเดินทางที่ผ่านมา
Julian Lighton (นักกลยุทธ์ทางธุรกิจ) บอกว่า การที่เราจะเห็นคุณค่าในการทำงานได้ในระยะยาว เกิดจากการที่เราเห็นความสำคัญ หรือคุณค่าของความสำเร็จที่ระหว่างทาง เพราะต่อให้ชั่วโมงที่ 90,000 ของเราสำเร็จ แต่ถ้าเราไม่เห็นค่า 89,999 ชั่วโมงที่ผ่านมา เราก็ไม่มีความสุขอยู่ดี
เช่น ถ้าต้องทำโปรเจกต์ใหญ่ระยะเวลา 6 เดือน และโฟกัสว่าการทำงานนี้จะมีส่วนทำให้เราได้ขึ้นเงินเดือนแน่ ๆ ในช่วงประเมินปลายปี จนไม่ได้ใส่ใจกระบวนการ หรือทักษะใหม่ที่ได้มา ให้ลองเปลี่ยนมาดูตัวเองง่าย ๆ ก็ได้ว่า จากการทำวันแรก จนถึงเดือนที่หก เราพัฒนาอะไรมาบ้าง มากกว่าไปโฟกัสที่เรื่องเงินอย่างเดียว
2. อย่าเอาตัวเองไปเปรียบเทียบกับคนอื่น จนลืมสิ่งที่ตัวเองต้องการ
เสียงในหัวที่คอยบอกว่าเราไม่ดี ไม่เก่ง ลองสังเกตดี ๆ บางทีมันอาจเกิดขึ้นเพราะเรากำลังเอาตัวเองเปรียบเทียบกับคนอื่นอยู่
ไม่ว่าจะเป็นเงิน ตำแหน่ง ชื่อเสียง หรือการยอมรับจากคนอื่น เพราะเชื่อว่ามันจะทำให้เราสามารถมีความสุขในการทำงานได้ ซึ่งพอเอาเข้าจริง ความสุข หรือความดีใจนั้นจะอยู่กับเราแค่แป๊บเดียว เพราะมันเป็นความสำเร็จที่ไม่ใช่สิ่งที่เราต้องการด้วยตัวเอง แต่ต้องการเพราะคนอื่น
👉 ลองยกตัวอย่างให้เห็นภาพว่า เหมือนเวลาที่เราเห็นเพื่อนร่วมชั้นตอนมหาลัย ได้เลื่อนขั้นเป็นหัวหน้าแผนกของบริษัท เราเลยมีเป้าหมายอยากเลื่อนตำแหน่งเป็นหัวหน้าแผนกบ้าง แต่พอได้เลื่อนตำแหน่งจริง ๆ กลับมีความสุขกับมันแค่ช่วงสั้น ๆ เพราะใจจริงเราอาจจะไม่ได้เป็นคนที่อยากแบกรับหน้าที่การบริหารคน หรือการบริหารงานที่เพิ่มขึ้นด้วยซ้ำ
ดังนั้นสิ่งสำคัญก็คือ เราจำเป็นต้องหาแรงจูงใจในการทำงานของ ‘ตัวเอง’ ให้เจอ ซึ่ง Julian แนะนำว่า ให้เริ่มจากลองหาจากความเชี่ยวชาญ, ความคิดสร้างสรรค์, ความหมาย หรือความผูกพัน และใช้ชีวิต กำหนดเป้าหมายที่สอดคล้องกับเรื่องเหล่านั้น แทนที่จะไปตามหาความสำเร็จของคนอื่นแทน
3. อย่าทุ่มเวลาให้งาน จนไม่มีเวลาให้สิ่งที่สำคัญ
คนที่ทำงานทุกคนต้องพูดคำว่า “ไม่” ให้เป็น เพราะมันมีความสำคัญ แต่มีเรื่องที่อยากให้ระวัง โดยเฉพาะเรื่องความสัมพันธ์ สุขภาพ เวลากับครอบครัว หรือประสบการณ์ต่าง ๆ
กับดัก Deferred Happiness Syndrome คือต้นเหตุที่ทำให้เราเลือกปฏิเสธเรื่องใกล้ตัวบางอย่าง เพื่อทุ่มเวลาให้การทำงาน ซึ่งมันทำให้หลายคนรู้สึกเสียใจทีหลัง จากการตัดสินใจปฏิเสธบางอย่าง ที่ไม่สามารถย้อนมาได้
ดังนั้นวิธีที่แนะนำเพื่อมั่นใจว่าจะไม่เสียกับการปฏิเสธบางอย่าง คือจินตนาการถึงอนาคตว่า จะรู้สึกยังไงกับการตัดสินใจในวันนี้ เช่น การเข้าร่วมการประชุมเพิ่มกับการเอาเวลาไปพักผ่อนกับครอบครัว จะเลือกปฏิเสธอะไร
แต่สิ่งสำคัญก็คือ คนทำงานจำเป็นที่จะต้อง ‘เลือก’ ชั่งน้ำหนักการตัดสินใจให้ดี เพราะเราไม่ได้บอกว่า การเลือกทิ้งงานและใช้เวลากับครอบครัว หรือการเลือกงานและปล่อยครอบครัวไว้คือเรื่องที่ถูก เพราะเรื่องนี้ต้องอยู่ที่การตัดสินใจ ผ่านข้อจำกัดของแต่ละคน
เช่น ถ้าถูกขอให้เข้าประชุมด่วนช่วงเย็น เพื่อคุยประเด็นที่ไม่ได้เร่งด่วนมาก แต่เป็นช่วงเวลาเดียวกับที่ต้องไปกินข้าวกับที่บ้าน ให้ลองถามตัวเองดูว่า ถ้าเราเลือกไปประชุม แล้วถ้ามองย้อนกลับมาในอีก 1 อาทิตย์ข้างหน้าจะรู้สึกยังไง การตั้งคำถามแบบนี้จะช่วยให้เรากล้าปฏิเสธงานที่ไม่จำเป็น และสามารถรักษาเวลาส่วนตัวให้ตัวเองได้มากขึ้นด้วย
4. อย่ามัวแต่วิ่งไล่ตามความสำเร็จ จนลืมใส่ใจคนรอบข้าง
Heidi K. Gardner (ผู้เชี่ยวชาญด้านการบริหารจัดการธุรกิจ) มักจะชอบพูดว่า “อย่าโฟกัสแค่ความสำเร็จของตัวเองคนเดียว เพราะความสำเร็จจะมาจากการทำงานร่วมกับคนอื่น” เวลามีคนมาปรึกษาเกี่ยวกับเรื่องการทำงาน
การใช้เวลาเพื่อไล่ตามผลงาน และความก้าวหน้า มักทำให้ความสัมพันธ์กับคนรอบข้างถูกมองข้าม หรือลดความสำคัญไป แบบไม่รู้ตัว
บทความจาก Fast Company บอกเราว่า ความสุขในการทำงานไม่ใช่แค่ตัวเราทำสำเร็จอย่างเดียว แต่ยังรวมถึงคนอื่น ๆ ที่ได้ร่วมงานด้วย เพราะไม่งั้นเราจะเป็นแค่คนที่ประสบความสำเร็จ แต่ไม่มีใครอยู่ข้าง ๆ เลย
👉 แทนที่จะมุ่งหน้าทำงานอย่างเดียว เพื่อต้องการเลื่อนตำแหน่ง โดยทำงานไม่สนใจใคร หรือเผลอไม่ให้ความช่วยเหลือคนอื่น เพราะรู้สึกไม่สอดคล้องกับเป้าหมาย จนพอได้เลื่อนตำแหน่งจริง ๆ กลับไม่มีใครยินดี กลายเป็นไม่มีความสุข
5. ความสุขในการทำงาน เริ่มจากการเห็นคุณค่าของตัวเอง
คนที่มีความสุข คือคนที่รู้ว่าชีวิตการทำงานของตัวเองมีความหมาย ดังนั้นอย่าสนใจเรื่องอื่นมากเกินไป จนเผลอมองข้ามคุณค่าในตัวเอง คนที่ประสบความสำเร็จในการทำงาน แต่ไม่รู้สึกมีความสุขส่วนใหญ่ มักไม่ค่อยได้ใช้เวลาทบทวน หรือตกผลึกกับความสำเร็จของตัวเองเลย เพราะต้องการจะก้าวไปข้างหน้ามากขึ้นอย่างเดียว
ในปรัชญาญี่ปุ่นมีหลักสำคัญที่คนญี่ปุ่นหลายคนยึดถือ คือ ‘อิคิไก (Ikigai)’ หมายถึงการรู้สึกถึงคุณค่า ความหมายของตัวเองในการมีชีวิตอยู่ คนญี่ปุ่นเชื่อมากว่าความสุขเล็ก ๆ ที่สะสมในชีวิตประจำวัน จะช่วยเติมเต็มให้ชีวิตให้มีความสุขได้ในระยะยาว
ทำให้มีปรัชญามากมายในการสำรวจ ทบทวน มองเห็นคุณค่าตัวเองหลาย ๆ เรื่อง เพื่อพาให้เราทุกคนได้เจอกับ อิคิไก (Ikigai) ของตัวเอง ไม่ว่าจะเป็น
ปรัชญาไคเซ็น (Kaizen) ปรัชญาการทำงานที่เน้นการปรับปรุงและพัฒนาให้ดีขึ้นทีละเล็กทีละน้อยอย่างต่อเนื่อง
ปรัชญาวะบิ-ซะบิ (Wabi-Sabi) ปรัชญาดั้งเดิมที่สอนให้เรายอมรับและมองเห็นความงดงามของการไม่สมบูรณ์แบบ
ปรัชญาอิจิโกะ อิจิเอะ (Ichigo-Ichie) ปรัชญาที่จะทำให้เราให้ความสำคัญกับทุกสถานการณ์ที่เจอ เหมือนว่ามันเป็นครั้งแรก และครั้งสุดท้าย
ลองหาเวลาสั้น ๆ นั่งทบทวนกับตัวเองว่า วันนี้เราได้เรียนรู้ทักษะอะไรใหม่ หรือทำอะไรสำเร็จไปแล้วบ้าง นับรวมหมดทั้งงานใหญ่งานเล็ก และคอยชมตัวเองอยู่เสมอ เพื่อช่วยเติมไฟให้มีทำงานต่อได้แบบยาว ๆ
5 วิธีนี้คือวิธีที่จะช่วยให้คนทำงานเปลี่ยนมุมมองใหม่ มองว่าการทำงานเป็นแค่ส่วนหนึ่งของการเดินทาง, ไม่ต้องเอาตัวเองไปเปรียบเทียบกับใคร, จัดลำดับเรื่องที่สำคัญในชีวิต, ให้ความสำคัญกับคนรอบข้าง และทบทวนความรู้สึกของตัวเอง
ในชีวิตการทำงาน เรามีเวลาแค่ 90,000 ชั่วโมง การให้ความสำคัญกับเรื่องที่มีความหมาย ไม่เสียเวลาจมไปกับเรื่องแย่ ๆ ในชีวิตมากไป ก็จะช่วยให้เรามีความสุขมากขึ้น ทั้งในการทำงาน และในการใช้ชีวิต
แปล เรียบเรียง: ธัญวรัตน์ ปกรณ์รัศมี
ที่มา
- 5 hidden drivers behind career happiness. Or how to make 90,000 hours of your life worth it
- Why So Many People Burn Out at Work
- Seeing Through the Mask: Understanding Imposter Syndrome