จากการสำรวจของ Gallup 2025 ที่ผ่านมาชี้ว่า มีคนทำงานแค่ 37% เท่านั้น ที่บอกว่าตัวเองได้รับการเคารพในที่ทำงาน นี่ในองค์กรการทำงาน เรารู้สึกถึงการถูกเคารพน้อยขนาดนี้เลยหรอเนี่ย!
ปัจจัยสำคัญที่ทำให้การเคารพกันในที่ทำงานน้อยลงมาก ๆ หากเทียบกับปีก่อน ๆ มีอยู่ 2 สาเหตุหลัก สาเหตุแรก คือ ในวันที่การทำงานมีหลากหลายช่วงวัยมากขึ้น ตั้งแต่ Baby Boomers, Gen X, Gen Y, Millennial มาจนถึง Gen Z ความหลากหลายนี้ ทำให้บางอย่างที่คนกลุ่มนึงคิดว่าเป็นเรื่องปกติ แต่อีกช่วงวัยอาจมองว่าเป็นการไม่ให้เกียรติกันโดยที่ไม่ทันรู้ตัวก็ได้
ส่วนอีกสาเหตุคือ การที่คนทำงานใช้เทคโนโลยีมากเกินไป จนมองข้ามคนตรงหน้า เช่น บางครั้งที่ต้องเข้าประชุม แต่ในมือกลับต้องตอบอีเมล ดูรายการ หรือใช้เพื่อตอบแชทลูกค้า ทั้ง 2 เรื่องนี้จึงเป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้การ ‘เคารพกันและกัน’ ในที่ทำงาน น้อยมาก
ซึ่งหากปล่อยให้ความรู้สึกเคารพกันน้อยลงเรื่อย ๆ สุดท้ายก็อาจทำให้ทั้งลีดเดอร์ และองค์กรสูญเสียคนทำงานเก่ง ๆ บางคนไป ดังนั้นตัวแปรสำคัญในสมการนี้อาจต้องเริ่มที่ ‘ลีดเดอร์’ เพราะลีดเดอร์คือคนที่อยู่ใกล้กับทีมมากที่สุด และสามารถเริ่มสร้างโครงสร้างในการเคารพกันได้เลยตั้งแต่วันนี้ ผ่าน 7 วิธี
1. อยากให้คนอื่นเคารพ ต้องเริ่มจากเคารพคนอื่นก่อน
ลีดเดอร์หลายคนมักติดกับดัก ด้วยกรอบความคิดที่ว่า ‘ถ้าอยากให้เคารพ ทีมควรจะเคารพเราก่อน’ แต่ในความเป็นจริงแล้ว การมีกรอบความคิดแบบนี้มักทำให้ทีมพังไม่เป็นท่า เพราะจริง ๆ แล้ว ถ้าลีดเดอร์อยากได้ความเคารพ สิ่งที่ต้องทำไม่ใช่การรอให้ทีมมาเคารพ แสดงความชื่นชมก่อน แต่ลีดเดอร์สามารถเริ่มทำสิ่งนั้นกับทีมก่อนได้เลย
ซึ่งถ้าลีดเดอร์เริ่มเปิดใจ และแสดงความเคารพให้ทีมก่อน ก็จะช่วยให้ทีมเปิดใจ และเคารพลีดเดอร์ตาม ในยุคนี้ที่การทำงานเป็นกันเองมากขึ้น การเริ่มแสดงความเคารพต่อกัน ก็เป็นเหมือนประตูบานแรก ที่จะช่วยลดช่องว่าง และช่วยให้ทีมเป็นใกล้ชิดกันมากขึ้น
🔑 เทคนิคง่าย ๆ ที่เริ่มทำได้เลยตั้งแต่วันนี้ เช่น การทักทายด้วยรอยยิ้ม แบบไม่ต้องสนว่า คนนี้ตำแหน่งน้อยกว่า การแสดงออกด้วยท่าทีที่ไม่แบ่งแยกหรือชนชั้น จะทำให้ทีมรู้สึกได้รับความเคารพและการให้เกียรตินั่นเอง
2. อย่าทำแค่ช่วงเวลาสั้น ๆ แต่ต้องแสดงความเคารพต่อกันจนเป็นนิสัย
การแสดงความชื่นชมเล็ก ๆ น้อย ๆ มีส่วนสำคัญมากต่อความสัมพันธ์ในทีม หรือที่ทำงาน แถมมันยังสามารถยกระดับ และคุณภาพของานออกมาได้แบบที่ลีดเดอร์หลายคนอาจจะคิดไม่ถึงด้วยนะ!
ลีดเดอร์ที่ดีจะเข้าใจว่า แรงใจมีผลกระทบต่อผลงานมาก ซึ่งมันไม่ใช่แค่จากการดูแล และช่วยแก้ปัญหาเรื่องงานอย่างเดียว แต่ยังรวมถึงการใส่ใจต่อเรื่องอื่น ๆ ของทีมด้วย นอกจากนี้ลีดเดอร์ที่ดีจะรู้อีกว่าการแสดงความหวังดีเล็ก ๆ น้อย ๆ ก็ส่งผลต่อการสร้างบรรยากาศการทำงาน ที่จะช่วยให้ทีมทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงมากขึ้นด้วย
แต่ก็ไม่ได้หมายความว่า ลีดเดอร์ไม่ต้องสนใจ หรือมองผลงานเลย เพราะการให้รางวัลกับคนที่ทำผลงานได้ดี ก็ยังจำเป็นอยู่เหมือนเดิม แต่สิ่งที่เราอยากจะบอกคือการแสดงความเคารพผ่านการกระทำเล็ก ๆ น้อย ๆ ที่ลีดเดอร์อาจมองว่ามันไม่สำคัญ บางทีมันอาจสร้างผลลัพธ์ยิ่งใหญ่ตามมาหลังจากนั้นก็เป็นได้
🔑 ลีดเดอร์ทุกคนสามารถเริ่มสร้างความเคารพได้ผ่านการกระทำเล็ก ๆ ในระหว่างวัน เช่น การพูดขอบคุณ การขอโทษ การรักษาเวลา และการตั้งใจฟัง เพราะหัวใจสำคัญของการแสดงความเคารพ คือการทำอย่างจริงใจ และสม่ำเสมอกับทุกคนอย่างเท่าเทียม ไม่เลือกปฏิบัตินั่นเอง
3. อยากให้ทีมเคารพจากใจ ต้องทำตัวโปรงใส และไม่ลำเอียง
ลีดเดอร์ทุกคนแน่นอนว่าต้องได้รับความเคารพอยู่แล้ว ด้วยตำแหน่ง อำนาจ หรือผลงาน แต่ลีดเดอร์จะรู้ได้ยังไงว่า สิ่งที่ทีมแสดงออกว่าเคารพอยู่ นั้นมาจากใจจริง ๆ?
Gregg Ward ผู้เขียนหนังสือ The Respectful Leader: Seven Ways to Influence Without Intimidation เคยบอกไว้ว่า “ต่อให้คุณจะมีตำแหน่ง อำนาจ หรือสถานะใหญ่โตแค่ไหน ก็ใช่ว่าทุกคนจะเคารพคุณจากใจจริง ดังนั้นอย่าคาดหวังให้ใครมาเคารพเพียงเพราะตำแหน่ง แต่จงทำตัวให้คู่ควรกับความเคารพนั้นอยู่เสมอ”
ซึ่งวิธีที่จะทำเป็นลีดเดอร์ที่ทีมเคารพอยู่เสมอ ต้องมี 4 สิ่งสำคัญ คือ
- การมีความซื่อสัตย์ > การพูดคำไหนคำนั้น ไม่บิด ไม่เหลี่ยม
- ความยุติธรรม > ไม่มีการลำเอียง ไม่มีลูกรัก ลูกชังในการทำงาน ตัดสินทุกอย่างแบบเป็นกลาง
- การสื่อสารที่ชัดเจน > พูดสื่อสารอย่างตรงไปตรงมา ในการเจอปัญหา ไม่ปกปิด ทำให้ทีมเห็นภาพเป้าหมายตรงกันได้
- เป็นพื้นที่ปลอดภัยให้ทีม > ไม่ใช้อารมณ์ในการพูดคุย เป็นผู้ฟังที่ดี เปิดโอกาสให้ทีมได้ตั้งคำถาม และช่วยในการหาคำตอบอย่างใจเย็น
ความโปร่งใส และความชัดเจนเหล่านี้ จะช่วยให้ทีมรู้สึกได้รับการเคารพ และทำให้ทีมเชื่อใจ และเคารพลีดเดอร์ได้จากใจจริง เพราะเห็นด้วยตาเนื้อแล้วว่าการกระทำของลีดเดอร์นั้นสอดคล้องกับคำพูด โปร่งใส และไม่หมกเม็ด
🔑 ตำแหน่งจะทำให้ทีมเคารพอย่างเกรงใจ แต่การกระทำของลีดเดอร์จะสามารถทำให้ทีมเคารพได้จากใจจริง แบบไม่ต้องฝืน ดังนั้นถ้าอยากให้ทีมเคารพลีดเดอร์ด้วยความรู้สึกจริง ๆ ลีดเดอร์จำเป็นต้องมีความซื่อสัตย์ ความยุติธรรม การสื่อสารชัดเจน และเป็นพื้นที่ปลอดภัยให้ทีมได้ เมื่อทำแบบนี้อย่างสม่ำเสมอ ทีมจะสัมผัสได้ และพร้อมเคารพลีดเดอร์อย่างเต็มใจ
4. อย่าชมแค่ดาวเด่น แต่ต้องมองเห็นข้อดีของทุกคน
การชื่นชมเป็นการแสดงการเคารพในรูปแบบที่ใกล้ตัวที่สุด แต่สิ่งสำคัญลีดเดอร์ต้องอย่าเลือกในการชื่นชมแค่ดาวเด่นในทีม เพราะการทำเช่นนั้นจะไม่ยุติธรรม และทำให้ทีมไม่รู้สึกเคารพได้
ลีดเดอร์ที่น่าเคารพ จะพยายามมองหาข้อดีที่ซ่อนอยู่ในตัวของทีมทุกคน และหยิบเรื่องเหล่านั้นออกมาชื่นชม แม้ในวันที่ข้อดีนั้น มันอาจจะยังไม่ชัดเจน 100% ก็ตาม ซึ่งเมื่อทีมรู้สึกว่าได้รับการเคารพ และเห็นคุณค่าในทักษะ และข้อดีที่เฉพาะตัว ยังทำให้ทีมรู้สึกรับรู้ถึงความจริงใจของลีดเดอร์
และมันก็จะส่งผลกระทบที่ Effective ในเชิงบวกเป็นทอด ๆ คือ
ทีมรู้สึกภูมิใจในตัวเอง ➡️ ความมั่นใจจะเพิ่มขึ้น ➡️ ทัศนคติจะเปลี่ยนไปในทางบวก ➡️ กระตือรือร้นมากขึ้น ➡️ ทำงานได้ดีขึ้น
การทำแบบนี้ก็จะช่วยลดการลำเอียง และลดการเปรียบเทียบกันเองภายในทีมได้ด้วยเช่นกัน ซึ่งแนวคิดนี้ถือเป็นแนวคิดที่ลีดเดอร์ไม่ควรมองข้าม และต้องหันมาใส่ใจมากขึ้น เพื่อส่งเสริมแรงใจให้คนในทีมทุก ๆ คนอย่างเท่าเทียม ไม่ลำเอียง
🔑 ลีดเดอร์ที่ดีต้องไม่ชมแค่ดาวเด่น แต่ต้องมองหา และชื่นชมข้อดีของทุกคนอย่างเท่าเทียมกัน เพราะการเห็นคุณค่าในตัวทีม จะจุดประกายให้ทีมมีความมั่นใจ ภาคภูมิใจ และทำงานได้ดีขึ้น ซึ่งจะช่วยลดการเปรียบเทียบในทีม และทำให้บรรยากาศการทำงานดีมากยิ่งขึ้นด้วย
5. ถอยมาดับไฟในใจ ก่อนจะหลุดปากวีนใส่ทีม
ข้อนี้คือหนึ่งในความท้าทาย ที่เหมือนจะทำง่าย แต่จริง ๆ แล้วยากมาก! ในการทำงานเวลาลีดเดอร์ต้องเจอปัญหาเป็นไปได้มากว่ามันมักจะมี ‘อารมณ์’ ปะปนอยู่ในช่วงเวลาการแก้ปัญหานั้น
Cognitive Humanity บอกไว้ว่า อารมณ์ของลีดเดอร์กลายเป็นหนึ่งในบรรยากาศในองค์กรด้วย ถ้าลีดเดอร์เดินเข้ามาด้วยความคับข้องใจ ทีมก็จะปรับตัวรับมือด้วยการตั้งการ์ดป้องกันตัว แต่ถ้าลีดเดอร์มีท่าทีใจเย็น อารมณ์ดี ทีมก็จะรู้สึกปลอดภัยมากขึ้น
ดังนั้นสิ่งที่สำคัญคือ ลีดเดอร์ต้องคอยควบคุมอารมณ์ของตัวเองให้ดี ก่อนที่จะตอบโต้หรือสื่อสารกับคนอื่น ๆ ที่ไม่เกี่ยวกับคนในโปรเจกต์งานนั้น ๆ เพื่อป้องกันไม่ให้อารมณ์ที่รุนแรงถูกนำไปลงกับสมาชิกในทีม
ทริคเบสิกง่าย ๆ ของการจัดการอารมณ์ คือการอยู่กับตัวเองแบบเงียบ ๆ ไม่ต้องคิดอะไร ลองออกไปเดินเล่นข้างนอกเพื่อทำหัวให้โล่ง หรือหายใจเข้าลึก ๆ สักสองสามครั้งก่อนลงมือทำอะไร การทำเรื่องพวกนี้ก็จะช่วยลดความรุนแรงของอารมณ์เราได้นั่นเอง
🔑 การควบคุมอารมณ์คือทักษะสำคัญที่ลีดเดอร์จำเป็นที่จะต้องมีในยุคนี้ เพราะอารมณ์ของลีดเดอร์คือบรรยากาศของทีม ถ้าใช้อารมณ์ตัดสิน ทีมจะรู้สึกไม่ปลอดภัย ดังนั้นลีดเดอร์ต้องควบคุมอารมณ์ให้ได้ ผ่านการใช้เวลาอยู่กับตัวเองก่อนตอบโต้ เพื่อให้ตัวเองเย็นลงก่อน เพราะเมื่อลีดเดอร์ใจเย็น ก็จะทำให้ทีมกล้าเปิดใจ และสบายใจในการพูดคุยมากยิ่งขึ้น
6. อย่าปล่อยให้ปัญหาสะสม ต้องรีบจัดการตั้งแต่ต้นทาง
อีกหนึ่งสิ่งที่จะทำให้ลีดเดอร์เป็นคนที่น่าเคารพ นอกจากจะมาที่ตัวเองแล้ว อีกหนึ่งสิ่งที่จะทำให้ลีดเดอร์เป็นคนที่น่าเคารพก็คือการตัดสินใจในการรับมือกับการไม่เคารพกันของทีม
Gregg บอกไว้ว่า ลีดเดอร์ที่เคารพคนอื่น จะไม่ยอมทนกับการไม่ให้เกียรติกัน ถ้าเห็นพฤติกรรมที่ไม่ให้เกียรติ ก็จะพาคนเหล่านั้นแยกออกมาต่างหาก และบอกตรง ๆ ด้วยความเคารพว่าพฤติกรรมของเขาเป็นสิ่งที่ยอมรับไม่ได้
ซึ่งเขายังแนะนำเครื่องมือในการพูดคุยกับคนที่มีปัญหากัน ผ่านวิธีง่าย ๆ ชื่อว่า ‘SBI’
- S - Situation คือ การบอกถึงที่พฤติกรรมรู้สึกว่าเป็นการไม่ให้เกียรติกันเกิดขึ้น
- B - Behavior คือ การพูดคุยแบบเป็นกลาง และยุติธรรมที่สุด ถึงพฤติกรรมที่เจอ
- I - Impact คือ การบอกผลกระทบของพฤติกรรมเหล่านั้นที่มีต่อคนในเหตุการณ์
เช่น ถ้าอยู่ในห้องประชุมที่ต้องคุยกับทีมอื่น ๆ ที่ไม่สามารถคุยเลทได้เพราะทีมอื่น ๆ ก็มีงานอื่นที่ต้องทำ แต่ถ้าสมาชิกในทีมของตัวเองมาช้า และติดเล่น แถมไม่ได้รู้สึกผิด หรือใส่ใจเรื่องนี้เลย และทำให้การประชุมเกือบที่จะเสร็จไม่ทันเวลา
หลังจากจบการประชุมนั้น ลีดเดอร์อาจเรียกสมาชิกมาคุยด้วยกรอบ SBI ก็คือ
- Situation > เข้ามาในห้องประชุมสาย ทำให้ทีมอื่น ๆ ต้องมานั่งรอ
- Behavior > ในการประชุมครั้งนี้มีความสำคัญ การมาสายและไม่แสดงถึงความเคารพต่อเวลาของคนอื่น ถือเป็นเรื่องที่ไม่ควรทำ
- Impact > ถ้าการประชุมนี้เลทไป งานก็จะเดินช้าลง เพราะทีมอื่น ๆ เองก็มีเวลาที่มีค่า และจำกัด
และบ่งบอกว่า อยากให้สมาชิกในทีมแสดงถึงความเคารพด้วยการพูดขอโทษ หรือปรับตัวในการประชุมครั้งหน้าให้มาตรงเวลา
การแก้ปัญหาด้วยใช้กรอบ SBI ก็เป็นอีกหนึ่งตัวช่วยที่จะทำให้เราสามารถจัดการกับการไม่เคารพ หรือให้เกียรติกันได้ เพราะถึงแม้ผลกระทบในบางเรื่องอาจจะไม่มาก แต่ถ้าปล่อยไว้จนมันสะสมเป็นเรื่องใหญ่ ถึงตอนนั้นก็ยากที่จะแก้ได้
🔑 อย่าปล่อยให้การไม่ให้เกียรติกันเกิดขึ้นซ้ำ ๆ ลีดเดอร์ที่เคารพคนอื่นพร้อมที่จะจัดการทันทีแบบไม่ปล่อยผ่าน และการใช้วิธีง่าย ๆ อย่าง SBI เพื่อเปิดใจคุยกันอย่างตรงไปตรงมาและเป็นกลาง ซึ่งจะช่วยป้องกันไม่ให้ปัญหาสะสมจนเสียบรรยากาศการทำงาน และแสดงให้เห็นถึงจุดยืนของลีดเดอร์ในการสนับสนุนให้ทุกคนเคารพกันและกัน
7. ทำผิดอย่ากลัวเสียหน้า แต่ต้องกล้าพูดว่าขอโทษ
สิ่งสำคัญที่จะวัดเลยว่าลีดเดอร์เป็นคนที่น่าเคารพมากหรือน้อย อยู่ที่การพูด ‘ขอโทษ’ ลีดเดอร์หลายคนตกม้าตายกับคำ ๆ นี้มาแล้วนักต่อนัก
ปัญหาไม่ใช่เรื่องของความผิดพลาด แต่การแสดงท่าทางไม่เคารพหลังจากผิดพลาดนั้นต่างหากคือสิ่งที่ทำให้ทีมรู้สึกไม่เชื่อมั่น และเคารพ ดังนั้นลีดเดอร์ที่อยากทีมเคารพ ต้องมีทักษะของการขอโทษอย่างจริงใจ และรู้จริงว่าจะขอโทษเรื่องอะไร ส่วนใหญ่ทีมจะยอมรับคำขอโทษแ ละมีความเคารพต่อลีดเดอร์คนนั้นเพิ่มขึ้นในระยะยาวอีกด้วย
สิ่งสำคัญก็คือ คำขอโทษจะต้องจริงใจจริง ๆ และอย่าขอโทษที่แอบซ่อนความเหน็บแนมไว้ เช่น คำว่า ขอโทษละกันที่ทำให้โมโห ไม่คิดว่าจะโมโหง่ายขนาดนี้ เป็นต้น ต้องเป็นคำขอโทษที่ตรงกับความรู้สึกที่คิด
🔑 อย่ามองว่าการขอโทษคือสิ่งที่ทำให้ลีดเดอร์อ่อนแอ การขอโทษในสิ่งที่รู้สึกผิด หรือเรื่องที่ทำผิดนอกจากจะไม่ได้ดูอ่อนแอแล้ว ยังทำให้ลีดเดอร์น่าเคารพต่อทีมมากว่าเดิมอีกด้วย
ทั้ง 7 วิธีนี้คือหนึ่งในเทคนิคของการสนับสนุนการเคารพกันในที่ทำงานมากยิ่งขึ้น ในยุคที่ทุกอย่างเปลี่ยนอย่างรวดเร็ว การเข้ามาในโลกการทำงานของเทคโนโลยี ทักษะพื้นฐานที่คนควรมีต่อคนทำงานด้วยกันเลยกลายเป็นเรื่องสำคัญ
ดังนั้นการเป็นผู้นำที่ได้รับความเคารพ ไม่ใช่เรื่องของตำแหน่ง อำนาจ หรือเทคโนโลยีที่ใหญ่กว่า
แปล เรียบเรียง: ธัญวรัตน์ ปกรณ์รัศมี
ที่มา
- Respect at Work Returns to a Record Low
- 7 Practices That Will Make You A Respectful Leader | The Center for Respectful Leadership
- When Leaders’ Emotions Go Viral – The Power and Risk of Emotional Contagion