ไม่อยากผัดวันประกันพรุ่ง แต่ใจไม่ไหวจะเคลียร์
เห้ยแก! พึ่งรู้ว่าการผัดวันประกันพรุ่ง (Procrastination) เป็นหนึ่งในกลไกจิตวิทยาเชิงลึก สิ่งนี้คือสงครามภายในจิตใจ และเป็นกลไกที่สมองกำลังพยายามวิ่งหนีความจริงบางอย่างของชีวิตที่เราอาจไม่เคยรู้ตัว ซึ่งบอกเลยว่ามันมีทฤษฎีที่น่าสนใจมาก ๆ เนื้อหาต่อจากนี้อาจจะดูลึกซึ้งเนิร์ดซักหน่อย แต่มันเป็นการเปิดโลกในอีกรูปแบบที่จะทำให้เราเข้าใจถึงมิติของคำว่า การผัดวันประกันพรุ่ง เพื่อรับมือและจัดการตัวเองได้
เข้าใจ 5 กลไกทางจิตวิทยาเบื้องหลังจะช่วยให้เราก้าวข้ามการผัดวันประกันพรุ่ง และจัดการชีวิตการทำงานได้อย่างยั่งยืน
1. ในตัวเราทุกคนจะมี 2 ตัวตนคอยงัดข้อกันอยู่เสมอ Adult Self VS Inner Child
ซึ่งที่มาที่ไปต้องย้อนไปถึงตามหลักจิตวิทยาของซิกมุนด์ ฟรอยด์ (Pleasure Principle) มนุษย์เราถูกออกแบบมาให้วิ่งหาความสุขและหลบเลี่ยงความเจ็บปวดโดยสัญชาตญาณ อะไรที่ยาก อะไรที่น่าเบื่อ หรือเอกสารยาวเป็นหางเว้า จึงเปรียบเสมือนความเจ็บปวดที่สมองสั่งการแล้วว่าไม่ทำได้ไหมคุณพรี่!
ในตัวเราทุกคนจะมี 2 ตัวตนคอยงัดข้อกันอยู่เสมอ
- Adult Self (ตัวตนผู้ใหญ่) ฝั่งที่รู้ว่าเดดไลน์คืออะไร มีความรับผิดชอบ และรู้ว่าต้องทำอะไร
- Inner Child (มีความเป็นเด็กภายใน) ฝั่งที่ชอบความสนุก อยากเล่น ไม่อยากทำอะไรที่จืดชืดหรือน่าเบื่อ
ปัญหาของการผัดวันประกันพรุ่งคือ คนส่วนใหญ่ปล่อยให้เด็กภายในจิตใจเป็นคนคุมเกม และทำหน้าที่ตัดสินใจเรื่องสำคัญในชีวิตผู้ใหญ่ แต่ตัวเราในฐานะผู้ใหญ่ ไม่ได้มีหน้าที่ทอดทิ้งหรือตามใจเด็กคนนี้อย่างไร้ขอบเขต สิ่งที่เราต้องทำคือการเป็นผู้ปกครองที่ดีให้กับตัวเอง คอยดูแล ให้ความรัก ให้ความปลอดภัย พร้อม ๆ กับการฝึกวินัยและกำหนดขอบเขตให้เด็กภายในตัวเรายอมทำสิ่งที่น่าเบื่อแต่จำเป็น เพื่อการเติบโตที่แท้จริง
เทคนิคการรับมือ (Inner Child Dialogue & Discipline)
เริ่มจากการตั้งสติและรับรู้ว่ามีเด็กน้อยกำลังงอแงอยู่ภายใน ให้ร่างผู้ใหญ่พูดคุยสื่อสารกับเด็กคนนั้น รับฟังว่าทำไมเขาถึงไม่อยากทำ (กลัว ทำไม่ได้ หรือเบื่อ?) จากนั้นให้ร่างผู้ใหญ่ทำหน้าที่เป็นผู้ปกครองที่ดี เข้ามาดูแล ให้ความปลอดภัย พร้อมสร้างขอบเขตและระเบียบวินัยอย่างอ่อนโยน เช่น ตกลงเงื่อนไขว่า เราจะทำสิ่งนี้ร่วมกันสั้น ๆ เมื่อเสร็จแล้ว ร่างผู้ใหญ่จะพาไปพักผ่อนทำสิ่งที่ชอบ เพื่อไม่ให้เด็กภายในตัวคุมเกมจนเสียงาน
2. ต้องกล้าจะยอมรับความน่าเบื่อที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ของชีวิต (Sisyphus Syndrome)
ในเทพปกรณัมกรีก มีตำนานของซิซิฟัส (Sisyphus) ผู้ถูกเทพเจ้าลงโทษให้เข็นหินก้อนใหญ่ขึ้นภูเขาทุก ๆ วัน และพอเข็นถึงยอดเขา หินก็ไหลตกลงมาข้างล่าง ทำให้เขาต้องเริ่มเข็นใหม่อีกครั้งซ้ำแล้วซ้ำเล่าตลอดกาล
ชีวิตและการทำงานของเราหลายครั้งก็ไม่ต่างอะไรจากตำนานซิซิฟัส งานเอกสาร, ตารางคำนวณ, งานแอดมิน ,ตื่นเช้ามาเข้าประชุม หรือภารกิจประจำวัน สิ่งเหล่านี้ก็คือ ‘ก้อนหิน’ ที่เราต้องเข็นขึ้นเขาทุกวัน การผัดวันประกันพรุ่งคือการพยายามดิ้นรนหลบหนีความจริงอันซ้ำซากนี้ แต่ในทางปรัชญาและจิตวิทยา สิ่งที่เราต้องทำไม่ใช่การวิ่งหนี แต่คือการยอมรับความจริงข้อนี้เหมือนที่ฟรีดริช นีทเชอ (Nietzsche) นักปรัชญาชาวเยอรมัน เรียกว่า Amor Fati หรือการรักในชะตากรรมของตัวเอง
เมื่อเราหยุดตั้งคำถามว่าทำไมงานนี้ถึงน่าเบื่อจัง แล้วเปลี่ยนยอมรับว่าความเบื่อหน่ายและงานซ้ำซากคือส่วนหนึ่งของชีวิต เราจะพบความสงบในใจ และลงมือทำมันได้อย่างไม่ขัดขืนใจ
เทคนิคการรับมือ (Embrace the Tedium - Amor Fati)
เราต้องพร้อมปรับเปลี่ยนโดยเลิกมองว่างานซ้ำซากคือกรรมหรือบทลงโทษ แต่ให้ยอมรับเต็มหัวใจว่าความเบื่อหน่ายคือน้ำเนื้อปกติของชีวิต เมื่อเราหยุดตั้งคำถามว่าทำไมงานนี้ถึงน่าเบื่อจัง แล้วเปลี่ยนมายอมรับว่ามันคือกระบวนการที่ต้องเกิดขึ้น สมองจะลดการต่อต้าน เลิกดิ้นรนหาทางหลบหนี และทำให้เรามีสมาธิโฟกัสกับการเข็นหินตรงหน้าด้วยใจที่สงบขึ้น ซึ่งฟังดูง่าย แต่ทำไม่ง่าย! อยากให้ฝึกกันดูนะ เชื่อว่าทุกคนทำได้
3. อย่าปล่อยให้หมักหมมจนกลายเป็นคอกสัตว์ของเฮอร์คิวลีส (Augean Stables)
อีกหนึ่งการเปรียบเทีนบที่น่าสนใจคือภารกิจของเฮอร์คิวลีส (Hercules) ที่ถูกสั่งให้ทำความสะอาดคอกสัตว์ของราชาออเจียส ซึ่งถูกทิ้งรกร้างจนมูลสัตว์สะสมมานานหลายสิบปี งานนี้ถูกออกแบบมาเพื่อหลบหลู่และทำให้เขาถดถอย แต่เฮอร์คิวลีสไม่ได้ใช้แค่กำลังกาย เขาใช้สติปัญญาและความคิดสร้างสรรค์ โดยการผันน้ำจากแม่น้ำสองสายให้ไหลผ่านคอกสัตว์เพื่อชะล้างทุกอย่างออกไปในวันเดียว
การผัดวันประกันพรุ่งเรื้อรังก็เหมือนการปล่อยให้มูลสัตว์หมักหมมในคอก ยิ่งเราหมักหมมงานไว้นานเท่าไร ปัญหาก็ไม่ได้หายไปไหน แต่มันจะยิ่งส่งกลิ่นเหม็น เน่าเปื่อย หมักหมม และกลายเป็นภารกิจที่ยากลำบากขึ้นเรื่อย ๆ จนเราเกิดความรู้สึกท่วมท้น หรือ Overwhelmed นั่นเอง
เทคนิคการรับมือ (Diverting Energy & Resources)
ดังนั้นทางออกของเรื่องนี้คือ การใช้ทั้งสติปัญญาและความถ่อมตน เช่นเดียวกับเฮอร์คิวลีส เราต้องรู้จักดึงทรัพยากรรอบตัว, ปรับเปลี่ยนพลังงาน และหาวิธีการใหม่ ๆ หาเครื่องมือ Tools ใด ๆ เข้ามาช่วยในการจัดการกับงานที่ค้าง แทนที่จะนั่งมองขยะกองใหญ่ด้วยความหมดหวัง
4. แยกแยะระหว่าง โชคชะตา กับ เป้าหมายชีวิต
หลาย ๆ คนที่ติดหล่มการผัดวันประกันพรุ่ง มักรู้สึกว่าตัวเองเป็นเหยื่อของสถานการณ์ เช่น ไม่มีเวลา, หัวหน้าไม่ดี, อุปกรณ์ไม่พร้อม หรือไม่มีพรสวรรค์ ซึ่งในทางจิตวิทยาต้องแยกให้ออกระหว่างคำว่า โชคชะตา (Fate) และ เป้าหมายชีวิต (Destiny) ตามแนวคิดของจิตแพทย์ อเล็กซานเดอร์ โลเวน ระบุไว้ว่า
โชคชะตา (Fate) คือสิ่งที่เราเลือกไม่ได้ เป็นต้นทุนชีวิตที่เราได้รับมาแต่เกิด เช่น พันธุกรรม, ข้อจำกัดทางร่างกาย หรือเหตุการณ์ไม่คาดฝัน เหมือนกรณีของเบโธเฟน นักประพันธ์เพลงและนักเปียโนชาวเยอรมัน ผู้ได้รับการยกย่องว่าเป็นหนึ่งในคีตกวีที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ ที่ต้องเผชิญกับโชคชะตาอันโหดร้ายคือการเริ่มสูญเสียการยินตั้งแต่อายุเพียง 28 ปี ขณะกำลังเริ่มมีชื่อเสียงในฐานะนักดนตรี
เป้าหมายชีวิต (Destiny) คือสิ่งที่เราเลือกจะทำต่อโชคชะตานั้น อย่างเคสของเบโธเฟนปฏิเสธที่จะยอมแพ้ต่อโชคชะตา ในตอนแรกเขาดิ่งลงสู่ความซึมเศร้าและคับแค้นใจ แต่ในที่สุดเขาก็ปฏิเสธที่จะให้โชคชะตามาบงการเป้าหมายชีวิต เบโธเฟนยอมรับข้อจำกัดทางร่างกาย และเลือกลุกขึ้นมารับผิดชอบการตอบสนองของตัวเอง จนสามารถประพันธ์บทเพลงที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในโลกได้แม้จะหูหนวกสะท้อนว่า เราเลือกสิ่งที่เกิดขึ้นกับเราไม่ได้ แต่เราเลือกวิธีรับมือกับมันได้เสมอ
กับดักทางจิตวิทยาของคนผัดวันประกันพรุ่ง คือการปฏิเสธความรับผิดชอบ โดยมองว่าตนเองเป็นเหยื่อที่ไร้พลังอำนาจ แต่เมื่อไหร่ที่เราปฏิเสธบทบาทของตัวเองในการสร้างผลลัพธ์ เราก็จะสูญเสียพลังในการเปลี่ยนแปลงชีวิตไปพร้อมกัน (ในทางกลับกัน ก็ต้องระวังไม่ตกไปในสภาวะ Hyper-Responsibility หรือการแบกรับความรับผิดชอบเกินจริงในสิ่งที่เราควบคุมไม่ได้ เช่น ไปโทษตัวเองกับพฤติกรรมของคนอื่น)
เทคนิคการรับมือ (Sorting Responsibility & Resolute Action)
ทำการแยกแยะความรับผิดชอบให้ชัดเจน โดยทบทวนว่าอะไรคือข้อจำกัดที่เปลี่ยนไม่ได้ เช่น โจทย์ที่ได้รับมา หรือทรัพยากรที่มีจำกัด จากนั้นหันมาทุ่มเทพลังให้กับสิ่งที่เราควบคุมและรับผิดชอบได้ นั่นคือการตัดสินใจรับมืออย่างฮึดสู้ ไม่ปฏิเสธความรับผิดชอบ และไม่ยอมปล่อยให้ข้อจำกัดมาเป็นตัวกำหนดอนาคตของเรา และที่สำคัญต้องล้มเลิก Mindset หยุดอ้างโชคชะตา แล้วหันมารับผิดชอบต่อการตัดสินใจของตัวเอง เราเลือกสิ่งที่เกิดขึ้นกับเราไม่ได้เสมอไป แต่เราเลือกวิธีตอบสนองต่อมันได้เสมอ
5. พลังของการอยู่กับปัจจุบัน และการใช้เจตจำนง
แท้จริงแล้ว การผัดวันประกันพรุ่งคือการล้มเหลวในการอยู่กับปัจจุบัน (Mindlessness) เรามักหลบหนีความจริงในขณะนี้ ไปหาความเพลิดเพลินชั่วคราว เพื่อไม่ต้องเผชิญหน้ากับงานที่อยู่ตรงหน้า
นักจิตวิทยา อ็อตโต แรงก์ (Otto Rank) กล่าวว่า การก้าวข้ามการผัดวันประกันพรุ่งต้องอาศัยการฝึกเจตจำนง(Act of Will) ซึ่งคือการตัดสินใจอย่างกล้าหาญที่จะปฏิเสธสิ่งบันเทิงใจ แล้วเซย์เยสให้กับงานที่ต้องทำในวินาทีนี้
โดยอ็อตโต แรงก์ ชี้ให้เห็นกฎพื้นฐานของการเลือกในปัจจุบันขณะว่า การที่เราจะตอบเซย์เยส ให้กับสิ่งหนึ่ง ย่อมหมายถึงการกล้าที่จะปฏิเสธหรือเซย์โน ให้กับสิ่งอื่นเสมอ เมื่อเราตั้งใจใช้เจตจำนงของตัวเอง เลือกที่จะเผชิญหน้ากับสิ่งที่น่าเบื่อ ซ้ำซาก ไม่น่าอภิรมย์ หรือยากลำบาก แทนที่จะวิ่งหาความเพลิดเพลิน ชวนเอ็นจอย หรือความสบายชั่วคราว นั่นคือช่วงเวลาที่เราได้สร้างสภาวะที่เรียกว่า “การยอมรับสิ่งที่จำเป็นด้วยความเต็มใจ” (The Willing Affirmation of the Must)
มันคือการยอมรับด้วยความกล้าหาญว่า ความยากและความเบื่อหน่ายเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ในชีวิต แทนที่จะ futilely หรือพยายามอย่างสูญเปล่า วิ่งหนีมัน เราเลือกที่จะกัดฟันลุยเผชิญหน้ากับมันด้วยเจตจำนง ความสมาธิ และสติในปัจจุบันขณะนั่นเอง
เทคนิคการรับมือ (One Foot in Front of the Other & Act of Will)
เมื่อรู้สึกท่วมท้น ให้ใช้เทคนิควางเท้าทีละข้าง หรือ One Foot in Front of the Other โดยเลิกคิดถึงความยาวนานหรือความยิ่งใหญ่ของงานทั้งหมด แต่โฟกัสแค่งานชิ้นเล็ก ๆ ตรงหน้าในวินาทีนี้ พร้อมทั้งใช้เจตจำนง ตัดสินใจอย่างเด็ดเดี่ยวที่จะเซย์เยสให้กับงานน่าเบื่อตรงหน้า และเซย์โน ต่อสิ่งรบกวนบันเทิงใจชั่วคราว เพื่อแลกกับการได้ผ่อนคลายและพักผ่อนอย่างเต็มภาคภูมิเมื่อทำภารกิจประจำวันเสร็จสิ้น
เรียบเรียง: กิตติภพ ปานล้ำเลิศ
ที่มา
- The Psychology and Psychotherapy of Procrastination
- Clinical Wisdom: Why Myths Still Matter
- Essential Secrets of Psychotherapy: The Inner Child
- Essential Secrets of Psychotherapy : Fate, Destiny and Responsibility